Africa

รหัสทัวร์ :
MOR GRA9N(EY)SEP-DEC
ประเทศ :
Africa
สายการบิน :
Etihad Airways

ทัวร์โมรอคโค ทะเลทรายซาฮาร่า 12 วัน 9 คืน (EY)

รหัสทัวร์: MOR GRA9N(EY)SEP-DEC

GRAND MOROCCO

  • เมืองราบัต เมืองหลวงแห่งราชอาณาจักรโมรอคโค
  • นครสีฟ้า เชฟชาอูน เมืองที่ได้ชื่อว่ามีมนต์เสน่ห์แห่งโมรอคโค
  • เมืองอิเฟรน เจนีวาแห่งโมรอคโค หรือ สวิตเซอร์แลนด์
  • พักค้างคืนและนอนชมดาวในทะเลทรายซาฮาร่า
  • ขี่อูฐ ชมพระอาทิตย์ขึ้นในทะเลทราย ซาฮาร่า
  • เมืองเอซาเวร่า เมืองเล็กๆ ริมขอบมหาสมุทราแอตแลนติก

วันเดินทาง

23 กันยายน – 4 ตุลาคม 2560   82,900
7-18 ตุลาคม 82,900
21 ตุลาคม – 1  พฤศจิกายน 2560 82,900
4-15 , 18-29 พฤศจิกายน 82,900
2-13 ธันวาคม 82,900
23 ธันวาคม 2560 – 3 มกราคม 2561 88,900

 

 

 

 

 

 

รายการท่องเที่ยว

วันแรก

กรุงเทพฯ – อาบู ดาบี

17.00 น. สมาชิกพร้อมกันที่ สนามบินสุวรรณภูมิ เคาน์เตอร์สายการบินเอทิฮัท แอร์เวย์ส เคาน์เตอร์ Q ประตูทางเข้าที่ 8 เจ้าหน้าที่ คอยอำนวยความสะดวก และทาการเช็คอิน
20.35 น. เดินทางสู่ อาบูดาบี (Abu Dhabi)  โดยสายการบินอิทิฮัด แอร์เวย์ส เที่ยวบินที่ EY401 (7.00 ช.ม) เชิญเพลิดเพลินกับจอทีวีส่วนตัวทุกที่นั่ง พร้อมบริการอาหารและเครื่องดื่มบนเครื่องบิน

วันที่สอง

อาบูดาบี – คาซาบลังกา(Casablanca) – ราบัต(Rabat)

00.10 น. ถึง สนามบินอาบู ดาบี ประเทศสหรัฐอาหรับ เอมิเรตส์ พักเปลี่ยนอิริยาบถและเปลี่ยนเครื่อง
02.45 น. บินต่อ สู่เมืองคาซาบลังกา สายการบินเอทิฮัด แอร์เวย์ส เที่ยวบิน EY613  บินต่ออีกประมาณ 9ชั่วโมง (รวมเวลาบิน และเปลี่ยนเครื่อง 18.30 ชม.)
08.35 น. เครื่องลงจอดที่สนามบินนานาชาติ เมืองคาซาบลังก้า (Casablanca) ประเทศโมรอคโค  (เวลาท้องถิ่นในประเทศโมรอคโค ช้ากว่าประเทศไทย 6 – 7 ช.ม.)  หลังผ่านตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร พบมัคคุเทศก์ท้องถิ่นแล้ว…นำท่านสู่เมือง คาซาบลังก้า  คำว่า “คาซา” แปลว่า บ้าน และ “บลังก้า” แปลว่า สีขาว คาซาบลังก้า เป็นเมืองที่คนทั่วโลกรู้จัก และอาจรู้จักมากกว่า ราชอาณาจักรโมรอคโค ด้วยซ้ำเพราะนอกจากจะเป็นเมืองท่าและเป็นที่ตั้งของท่าอากาศยานระหว่างประเทศแล้วยังถูกใช้เป็นฉากในภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดเรื่อง Casablanca (โดยที่ไม่ได้ถ่ายทำในคาซาบลังก้าเลย) เป็นเรื่องราวความรักระหว่างนายทหารอเมริกันและหญิงคนรัก ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้คาซาบลังก้าเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก และปัจจุบันเป็นเมืองเศรษฐกิจหลักของโมรอคโคที่มีประชากรอาศัยอยู่ประมาณเกือบ 5 ล้านคน ชมเมืองคาซาบลังก้า ผ่านย่านธุรกิจสำคัญ จัตุรัสสหประชาชาติ ผ่านชมย่านบ้านพักตากอากาศและวิวทิวทัศน์ริมมหาสมุทรแอตแลนติคซึ่งเป็นย่านที่เศรษฐีและผู้มีฐานะทางสังคมนิยมมาอยู่กันรวมถึงกษัตริย์ซาอุดิอารเบียก็มาสร้างพระราชวังไว้ที่เมืองคาซาบลังก้าแห่งนี้พร้อมทั้งมีมัสยิดและหอสมุดส่วนพระองค์  …นำท่านชม บริเวณภายนอกของ สุเหร่าแห่งกษัตริย์ฮัสซันที่ 2 เป็นสุเหร่าที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากเมืองเมกกะ สุเหร่านี้งดงามประณีตด้วยสถาปัตยกรรมแบบโมรอคโคทุกแขนง สามารถจุผู้คนที่เข้าร่วมพิธีทางศาสนาอิสลามได้ร่วม 80,000 คน โดยแยกเป็นภายในสุเหร่า 25,000 คน  ภายนอกสุเหร่าอีก 55,000 คน  ชมทิวทัศน์รอบๆ สุเหร่าอันเป็นจุดชมวิวริมฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติค ซึ่งเป็นสถานที่พักผ่อนที่สวยงามของชาวโมรอคโคที่ชอบมาเดินเล่นหลังจากปฏิบัติศาสนกิจเสร็จแล้ว
กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร (1)
บ่าย เดินทางสู่เมืองราบัต (Rabat) เมืองหลวงแห่งราชอาณาจักรโมรอคโค (ระยะทาง 94 กม.เวลาเดินทางประมาณ 1.30 ชม.)…..นำท่าน ชมสุสานของกษัตริย์โมฮัมเหม็ดที่ 5 พระอัยกา(ปู่) ของกษัตริย์องค์ปัจจุบัน ซึ่งมีทหารยามยืนเฝ้าสง่าทุกประตู และเปิดให้คนทุกชาติทุกศาสนาเข้าไปเคารพพระศพที่ฝังอยู่เบื้องล่าง ด้านหน้าของสุสาน คือสุเหร่าฮัสซันที่เริ่มสร้างมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 แต่ไม่สำเร็จ และพังลงจนเหลือแต่เพียงเสาไว้ 365 ต้น ในบริเวณกว้าง 183×139 เมตร….นำท่านชม ป้อมอูดายา (Oudayas Fortress) ป้อมขนาดใหญ่ 2 ชั้น ที่ตั้งอยู่ริมมหาสมุทรแอตแลนติก ล้อมรอบด้วยกำแพงสูงใหญ่ เป็นป้อมที่สเปนสร้างขึ้นเมื่อสมัยที่สเปนยึดครองโมรอคโค ด้านในมีสวนดอกไม้แบบสเปน และเป็น เมดิน่า หรือชุมชนชาวเมืองซึ่งเต็มไปด้วยบ้านเรือนทาทาบด้วยสีฟ้า-ขาว บรรยากาศริมทะเลคล้ายเมืองซานโตรินี นับเป็นหนึ่งในป้อมปราการที่สำคัญของโมรอคโคในอดีตใช้ป้องกันข้าศึกจากการรุกรานทั้งจากประเทศที่ล่าอาณานิคมและในยุคที่โจรสลัดชุกชุม
ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ ณ โรงแรมที่พัก (2)
นำท่านเข้าที่พักระดับ 5 ดาว

วันที่สาม

ราบัต (Rabat) – แทนเจียร์ (Tangier) – เชฟชาอูน (Chefchaouen)

เช้า รับประทานอาหารเช้า ณ โรงแรม (3) กรุณาเก็บสัมภาระของท่านให้เรียบร้อยเพื่อเช็คเอ้าท์….นำท่านเดินทางสู่ เมืองแทนเจียร์ (Tangier) เป็นเมืองริมชายฝั่ง และเป็นเมืองท่าที่สำคัญ ที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศโมร็อกโก และอยู่ทางตอนใต้ของ “ช่องแคบยิบรอลตาร์” ปัจจุบันเมืองท่าแห่งนี้ได้กลายเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวที่สำคัญอีกแห่งของโมร็อกโคอีกด้วย นอกจากนี้แล้วเมืองแทนเจียร์ยังเป็นเมืองที่มีความสำคัญทางด้านประวัติศาสตร์ไม่น้อยไปกว่าเมืองอื่นๆ อีกทั้งรอบๆ ตัวเมืองยังมีความโดดเด่นด้วยทัศนียภาพที่สวยงาม รวมไปถึงหาดทรายและผู้คนที่แสนจะเป็นมิตร ชมวิวช่องแคบยิบรอลต้า ที่คั่นแบ่งระหว่างทวีปยุโรป และ ทวีปแอฟริกา ตามตำนานเล่าว่า เป็นเพราะเทพเฮอร์คิวลิส ที่ต้องการเดินทางผ่านไปยังสุดขอบตะวันตกจึงยกแผ่นหินออกทำให้เกิดช่องแคบยิบรอลต้าขึ้น….จากนั้นนำชม แกรนด์ ซัคโค (Grand Socco) หรือที่รู้จักกันว่า “บิ๊กสแควร์” จัตุรัสที่รายล้อมไปด้วยเขตเมืองเก่า หรือย่านเมดินา ซึ่งถูกจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่ดีที่สุดของเมืองแทนเจียร์ อีกทั้งยังถือว่าเป็นตลาดหลักของเมืองอีกด้วย
กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร  (4)
บ่าย นำท่านเดินทางต่อ สู่ นครสีฟ้า  เชฟชาอูน (Chefchaouen)  เมืองที่ได้ชื่อว่า “ มนต์เสน่ห์แห่งโมร็อกโค “ แม้ว่าโมรอคโคจะเป็นประเทศที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของทวีปแอฟริกา แต่เพราะการที่มีอาณาเขตติดต่อกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและมหาสมุทรแอตแลนติก จึงทำให้ภูมิอากาศของประเทศเป็นแบบเมดิเตอร์เรเนียนคล้ายตอนใต้ของอิตาลีและ สเปน เมืองเชฟชาอูน (Chefchaouen) เป็นเมืองเล็กๆตั้งอยู่ในหุบเขาริฟ (Rif Mountain หรือ Er-Rif) ประวัติความเป็นมาของเมืองนั้นยาวนานกว่า 540 ปี ในอดีตก่อนที่โมรอคโคจะได้รับเสรีภาพในการปกครองประเทศทั้งหมดในปี 1956 เมืองเชฟชาอูนเคยอยู่ใต้การปกครองของสเปนมาก่อน และจนบัดนี้ประชากรที่มีประมาณ 40,000 คน ก็ยังคงใช้ภาษาสเปนกันอย่างแพร่หลาย อากาศบริสุทธิ์และความสะอาดของเมืองเชฟชาอูนได้สร้างบรรยากาศผ่อนคลายสบายๆที่ทำให้นักท่องเที่ยวที่เหนื่อยล้ามาจากการตระเวนเที่ยวที่เมืองอื่นหายเหนื่อยได้ สำหรับท่านที่ชื่นชอบในสถาปัตยกรรมแบบโมรอคโค  ไม่ควรพลาดเมืองเล็ก ๆ แห่งนี้ ที่บ้านเรือนทาทาบด้วยสีฟ้าและสีขาว ซึ่งจะสร้างความประทับใจให้แก่ผู้มาเยือนมิรู้ลืม….นำท่านเดินชมเมืองเชฟชาอูน เมืองที่ถือว่าเป็นสวรรค์ของคนรักสีฟ้าและสีขาว โดยเฉพาะสีฟ้า นั่นก็เพราะว่าเชฟชาอูนเป็นเมืองที่บ้านเรือนเกือบทุกหลังเป็นสีขาว และมีครึ่งล่างไปจนถึงบริเวณถนน บันได และทางเดิน เป็นสีฟ้าสดใสเหมือนวันที่ท้องฟ้าไร้เมฆ ประกอบกับอากาศบริสุทธิ์และความสะอาดของเมืองได้สร้างบรรยากาศผ่อนคลายสบายๆที่ทำให้นักท่องเที่ยวที่เหนื่อยล้ามาจากการตระเวนเที่ยวที่เมืองอื่นหายเหนื่อยได้ สำหรับท่านที่ชื่นชอบในสถาปัตยกรรมแบบโมรอคโคไม่ควรพลาดเมืองเล็กๆ ที่บ้านเรือนทาทาบด้วยสีฟ้าและสีขาว แห่งนี้ทีเดียว
ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ ณ โรงแรมที่พัก (5)
นำท่านเข้าที่พัก Riad หรือ โรงแรมระดับ 4 ดาว

วันที่สี่

เชฟชาอูน(Chefchaouen) – เมคเนส (Meknes) – เฟส (Fes)

เช้า รับประทานอาหารเช้า ณ โรงแรม (6) กรุณาเก็บสัมภาระของท่านให้เรียบร้อยเพื่อเช็คเอ้าท์…นำท่านออกเดินทางสู่เมือง เมคเนส (Meknes) (ระยะทาง 195 กม. ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3.30 ชม.)….แวะชม เมืองโบราณโรมันโวลูบิลิส (Roman city of Volubilis)ที่ปัจจุบันเหลือแต่ซากปรักหักพังที่เกิดจากแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงในปี ค.ศ. 1755 แต่ยังคงเห็นได้ถึงร่องรอยความยิ่งใหญ่ของเมืองในจักรวรรดิโรมันในอดีต อดีตเมืองโบราณแห่งจักรวรรดิโรมันแห่งนี้มีความสำคัญยิ่งในยุคศตวรรษที่ 3 และล่มสลายถูกปล่อยเป็นเมืองร้างในศตวรรษที่ 11 เมืองโรมันโบราณแห่งนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี ค.ศ.1997  …..ผ่านชมเมืองมูเล่ ไอดริส (Moulay Idriss) เมืองโรมันโบราณเมืองหนึ่งที่เป็นเมืองศูนย์กลางทางศาสนาอันศักดิ์สิทธิของชาวมุสลิมในโมรอคโค ทุกๆ ปี ช่วงเดือนสิงหาคมถึงกันยายน จะมีเหล่านักจาริกแสวงบุญมาเยือนเมืองแห่งนี้เพื่อประกอบพิธีทางศาสนาเปรียบได้กับเมืองเมกกะของประเทศซาอุดิอารเบียเมคเนส (Meknes) หนึ่งในเมืองมรดกโลกรับรองโดยยูเนสโกเมื่อปี ค.ศ.1996 อดีตเมืองหลวงในสมัยสุลต่าน มูเล อิสมาอิล (Mouley Ismail)  แห่งราชวงศ์อะลาวิท (Alawite Dynasty)  ได้ชื่อว่าเป็นกษัตริย์จอมโหดผู้ชื่นชอบการทำสงครามในช่วงศตวรรษที่ 17 ด้วยทำเลที่ตั้งที่มีแม่น้ำไหลผ่านกลางเมือง เมกเนสจึงเป็นเมืองศูนย์กลางการผลิตมะกอก ไวน์ และพืชพรรณต่างๆ  มีกำแพงเมืองล้อมรอบเมืองเก่าที่ยาวประมาณ 40 กม. ซึ่งมีประตูเมืองใหญ่โตถึง 7 ประตู….แวะชม ประตูบับมันซู (Bab Mansour Monumental Gate) เป็นประตูที่ได้ชื่อว่าสวยที่สุด ตกแต่งด้วยโมเสคและกระเบื้องสีเขียวสดบนผนังสีแสด
กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร (7)
บ่าย จากนั้นเดินทางสู่ เมืองเฟส (Fes) ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ที่ต่อจากเชิงเทือกเขารีฟซึ่งเฟสเป็นเมืองแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงและมีเสน่ห์อันน่าประทับใจ…..นำท่านเดินทางสู่ เมืองเฟส (Fes) (ระยะทาง 82 กม. ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1ชม.) เมืองหลวงเก่าในศ.ต. ที่ 8 ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์เป็นเมืองสำคัญทางด้านศาสนาตั้งแต่ยุค ศตวรรษ ที่ 8  เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของโมรอคโค ….นำท่านถ่ายรูปที่จุดชมวิวบนป้อมปราการแห่งราชวงศ์ซาเดียน ต่อด้วยชมประตูพระราชวังหลวงแห่งเฟส (The Royal Palace) ประตูทางเข้าพระราชวังเป็นสถาปัตยกรรมที่สวยและสง่างาม เป็นเอกลักษณ์แห่งราชวงศ์โมรอคโค บริเวณใกล้เคียงพระราชวังเคยเป็นที่อยู่ของชุมชนชาวยิวที่ทำรายได้ให้แก่ราชวงศ์ เพราะชาวยิวฉลาดทำการค้าเก่ง เป็นพ่อค้าผูกขาดการค้าเกลือ แต่ปัจจุบันชาวยิวส่วนใหญ่ได้เดินทางกลับไปอยู่ในดินแดนแห่งพันธสัญญา(ประเทศอิสราเอล) คงเหลือประชากรชาวยิวอยู่ไม่มากนัก….จากนั้นนำท่านเดินทางเข้า สู่เขาวงกตอันซับซ้อนแห่งเมดินาเมืองเฟส  ผ่านประตู Bab Bou Jeloud ที่สร้างตั้งแต่ปี 1913  ที่ใช้โมเสดสีฟ้าตกแต่ง เดินผ่านเข้าไปในเขตเมดิน่าแล้วเหมือนข้ามกาลเวลาย้อนสู่อดีต….นำท่านเดินผ่านตลาดสดขายข้าวปลาอาหาร และผัก ผลไม้สดต่างๆนาๆ ในเขตเมืองเก่าได้แบ่งออกเป็น 100 ส่วน มีซอยกว่า 9,400 ซอย มีซอยแคบสุดคือ 50 ซ.ม. ถึงกว้าง 3 เมตร จะแบ่งเป็นย่านต่างๆ เช่น ย่านเครื่องใช้ทองเหลือง ทองแดง จะมีร้านค้าเล็ก ๆ ที่หน้าร้านจะมีหม้อ กะทะ อุปกรณ์เครื่องครัว วางแขวนห้อยเต็มไปหมด ย่านขายพรมที่วางเรียงรายอย่างสวยงาม ย่านงานเครื่องจักสาน งานแกะสลักไม้ และย่านเครื่องเทศ (Souk El Attarine) ท่านจะได้สัมผัสทั้งรูป รสและกลิ่นในย่านเครื่องเทศที่มีการจัดเรียงสินค้าได้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยสวยงามระหว่างที่เดินตามทางในเมดิน่าท่านจะได้พบกับน้ำพุธรรมชาติ(Nejjarine Fountain) เพื่อให้ชาวมุสลิมให้ล้างหน้าล้างมือก่อนเข้าในบริเวณมัสยิด  นอกจากนี้ที่ตามซอกมุมอาจเห็นภาพชายสูงอายุหนวดเครารุงรังนั่งแกะสลักไม้ชิ้นเล็กๆอยู่บริเวณตามทางเดินแคบๆในเขตเมืองเก่าบางทีเราก็ยังจะเห็นผู้หญิงที่นี่สวมเสื้อผ้าที่ปิดตั้งแต่หัวจนถึงเท้าจะเห็นได้ก็เฉพาะตาดำอันคมกริบเท่านั้น…..แวะชม สุสานของกษัตริย์ มูเล ไอดริสที่ 2 (Moulay Idriss Mausolem II) ที่ชาวโมรอคโคถือว่าเป็นแหล่งมาแสวงบุญที่ศักดิ์สิทธิ์ โดยชายชาวมุสลิมจะมาขอพรก่อนการเข้าสุหนัตและหญิงสาวชาวมุสลิมมักจะมาขอพรเพื่อให้ได้บุตร….ชมสุเหร่าใหญ่ไคเราวีน (Kairaouine Mosque)ซึ่งเป็นทั้งมหาวิทยาลัยสอนศาสนาแห่งแรกของโมรอคโคและเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกเลยทีเดียว (เฉพาะผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามเท่านั้น) ชมย่านเครื่องหนังและแวะชม บ่อฟอกและย้อมสีหนังแบบโบราณประจำเมืองเฟส (Chouara Tannery) ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของเมืองเฟส ถูกอนุรักษ์โดยองค์กรยูเนสโก้  เมืองเฟส จึงเป็นสถานที่ไม่ควรพลาดในการมาเยือนอย่างยิ่ง
ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ ณ โรงแรมที่พัก (8)
นำท่านเข้าที่พักระดับ 5 ดาว

วันที่ห้า

เฟส (Fes) – อิเฟรน (Ifrane) – มิเดลท์ (Midelt)

เช้า รับประทานอาหารเช้า ณ โรงแรม (9) กรุณาเก็บสัมภาระของท่านให้เรียบร้อยเพื่อเช็คเอ้าท์….นำท่านข้าสู่เมืองเก่าเฟส ชม เมเดอร์ซา บูอิมาเนีย (Merdersa Bou Imania) ซึ่งเป็นโรงเรียนสอนพระคัมภีร์ เป็นสถาปัตยกรรมแบบมัวร์ที่สวยงามประณีต ชม ร้านทองเหลือง ซึ่งช่างฝีมือที่ทำทองเหลืองเป็นช่างที่ได้รับการถ่ายทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ หลายชั่วอายุคน ในอดีตช่างฝีมือ และ ช่างหัตถกรรมเหล่านี้ ได้สร้างสรรค์ผลงานอันวิจิตรงดงาม  ในแคว้น อัล อันดาลูซ ประเทศสเปน เมื่อครั้งที่ชาวโมรอคคันเบอร์เบอร์ปกครองแคว้น อัล อันดาลูซ ของสเปน และชมการผลิตโมเสค และเครื่องใช้ที่ทำจากเซรามิค  โดยเฉพาะการปูกระเบื้องโมเสคที่ตัดและจัดลวดลายที่ละชิ้นหรือที่เรียกว่า ซิลลิจ  ได้อย่างลงตัว
กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารในเมืองเฟซ (10)
บ่าย นำท่านเดินทางสู่เมืองอิเฟรน (Ifrane)  (ระยะทาง 70 กม. ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1.20 ชม.)อิเฟรน (Ifrane) เป็นเมืองพักตากอากาศบนความสูงกว่า 1,650 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ซึ่งในอดีตฝรั่งเศสได้มาสร้างเมืองขึ้นในบริเวณนี้ ใช้เป็นสถานที่พักผ่อนทั้งฤดูหนาวและฤดูร้อน บ้างก็เรียกเมืองอิเฟรนว่า “เจนีวาแห่งโมรอคโค” หรือ “สวิตเซอร์แลนด์แห่งโมรอคโค” บ้านส่วนใหญ่มีหลังคาสีแดง มีดอกไม้ และทะเลสาบสวยงาม ….นำท่านเดินเล่นภายในเมืองและเก็บภาพบรรายากาศอันสวยงามอีกแห่งของโมรอคโค ถ่ายรูปกับอนุสรณ์สิงห์โตหิน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนสิงห์โตตัวสุดท้ายที่ถูกล่าจนหมดไปจากเทือกเขาแห่งนี้  เพลิดเพลินไปกับการเดินเล่นในเมืองเล็ก ๆ ที่มีอากาศบริสุทธิ์ และธรรมชาติอันน่าประทับใจ ได้เวลาอันสมควร ….นำท่านเดินทางสู่เมืองมิเดลท์ (Midelt) (ใช้เวลาเดินทาง ประมาณ 2 ช.ม.) เป็นจุดแวะพักของนักผจญภัย ที่ชอบความท้าทายในการเดินเขาที่มีบรรยากาศแห้งแล้ง ของทะเลทรายซาฮาร่า ผ่านภูมิประเทศที่เขียวชอุ่มไปด้วยป่าไม้ ป่าสนซีดาร์  บางช่วงต้นไม้เป็นพุ่มเตี้ยแปลกตา บางช่วงเป็นพื้นราบทุ่งหญ้าสำหรับเลี้ยงสัตว์ ที่มีทิวเขาเป็นฉากหลัง อันงดงาม
ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ ณ โรงแรมที่พัก (11)
นำท่านเข้าที่พักระดับ 4 ดาว*** คืนนี้ กรุณาจัดเตรียมเสื้อผ้า และของใช้จำเป็น ใส่กระเป๋าเล็ก เพื่อใช้ในการค้างแรมในทะเลทรายซาฮาร่า ในคืนพรุ่งนี้ **

วันที่หก

มิเดลท์(Midelt) – แอร์ฟูด์ (Erfoud)– เมอร์ซูก้า(Merzouga)

เช้า รับประทานอาหารเช้า ณ โรงแรม (12) กรุณาเก็บสัมภาระของท่านให้เรียบร้อยเพื่อเช็คเอ้าท์…..นำท่านเดินทางสู่เมืองเมอร์ซูก้า (Merzouga) เดินทางข้ามเขา มิดเดิล แอตลาส (Middle Atlas) ผ่านเส้นทางความสูง 3,090 เมตร ปกคลุมด้วยหิมะ และต้นสนขนาดใหญ่ ผ่านแนวเขาที่มีรูปร่างแปลกตา และสวยงาม ซึ่งเกิดจากกัดกร่อนของแรงลมตามธรรมชาติ ทำให้หุบเขาบริเวณนี้มีรูปร่างต่างๆ มีลักษณะเป็นแคนย่อน จนบางครั้ง นักท่องเที่ยวชมว่า สวยงามกว่าแกรนด์ แคนย่อนของอเมริกา ผ่านเมืองเออราชิดิยา (Erachidia) เมืองที่มีแหล่งโอเอซิสที่ใหญ่และสำคัญ  และเป็นเมืองซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญของโมรอคโค มีพรมแดนติดกับประเทศ แอลจีเรีย….เดินทางสู่เมืองเอร์ฟูด์ (Erfoud) เมืองที่เคยเป็นศูนย์กลางของกองคาราวานพ่อค้าที่เดินทางมาจากทางตะวันออกกลางอย่างเช่นซาอุดิอารเบียและซูดานในแอฟริกา
กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร (13)
บ่าย นำท่าน ชมโรงงานที่ตัดภูเขาเพื่อนำเอาหินซึ่งมีซากฟอสซิล มาผลิตเป็นเครื่องใช้ ในอดีตเมื่อประมาณ 350 ล้านปีก่อน  ดินแดนแห่งนี้เคยอยู่ใต้ท้องทะเล ต่อมาเมื่อแผ่นดินผุดขึ้นมา จึงเกิดซากฟอสซิลขึ้นมากมาย….นำท่านพร้อมสัมภาระ(ใบเล็ก) เดินทางโดยรถ 4×4 (4WD) เข้าสู่ทะลทรายซาฮาร่า เมอร์ซูก้า (Merzouga) (ระยะทาง 54 ก.ม. ใช้เวลา 45 นาที) ผ่านภูเขาหิน ที่เต็มไปด้วยซากฟอสซิล ของหอย และ แมงกะพรุนโบราณ(รถ 4 WD  นั่งคันละ 4 – 5  ท่าน)
ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ ณ เมอร์ซูก้า (14)
พักที่   เต็นท์ หรือโรงแรม ในเมอร์ซูก้า (พักเต็นท์ ในกรณีที่โรงแรมในทะเลทรายเต็ม)*** เชิญท่านเพลิดเพลินกับบรรยากาศยามค่ำคืนของทะเลทรายซาฮาร่า และชมดวงดาวบนท้องฟ้า ****** ท่านที่ประสงค์จะพักเต็นท์(ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม)กรุณาแจ้งล่วงหน้าเนื่องจากโรงแรมบางแห่งไม่มีเต็นท์ไว้บริการ ***

วันที่เจ็ด

มอร์ซูก้า (Merzouga) – ทินเฮียร์ (Tinerhir) – ทอดร้ากอร์จ(Todra Gorge) – วอซาเซท(Ouarzazate)

เช้าตรู่ ก่อนพระอาทิตย์ขึ้น…นำท่าน ขี่อูฐชม เพื่อชมพระอาทิตย์ขึ้นที่เนินทรายในทะเลทรายซาฮาร่า(ขี่อูฐ ท่านละ 1 ตัว) ทะเลทรายซาฮาร่า (SAHARA DESERT)เป็นทะเลทรายที่มีอาณาเขตกว้างใหญ่ที่สุดในโลกคือ มีเนื้อที่ประมาณ 9.3 ล้านตารางกิโลเมตร (ใหญ่เท่าอเมริกาทั้งประเทศ)และตั้งอยู่ทางตอนเหนือของทวีปแอฟริกา ทะเลทรายซาฮาร่ามีสิ่งแวดล้อมที่ไม่เอื้อต่อการดำรงอยู่ของชีวิตมนุษย์สัตว์หรือพืชเพราะฝนตกน้อยมาก และพื้นที่ไม่เหมาะแก่การเพาะปลูกหรือเลี้ยงสัตว์ หากมีสัตว์และพืชพันธุ์ใดที่สามารถเติบโตในทะเลทรายได้ ก็ต้องปรับตัวกันอย่างมาก เช่นเดียวกับมนุษย์ที่ต้องหาวิธีในการใช้ชีวิตให้อยู่รอดได้ ให้ท่านได้สัมผัสบรรยากาศยามเช้าในทะเลทรายซาฮาร่าจากสภาพการไร้ฝนและอุณหภูมิที่ร้อนจัดในทะเลทรายมีผลทำให้ความชื้นสัมพัทธ์ของอากาศเหนือทะเลทรายเกือบเป็นศูนย์ตลอดปี…ชมพระอาทิตย์ขึ้นจากบนเนินทรายซึ่งเป็นภาพที่สวยงามน่าประทับใจ…ได้เวลานำท่านขี่อูฐกลับสู่โรงแรมที่พัก
เช้า รับประทานอาหารเช้า ณ โรงแรม (15) กรุณาเก็บสัมภาระของท่านให้เรียบร้อยเพื่อเช็คเอ้าท์…นำคณะนั่งรถขับเคลื่อนสี่ล้อ 4×4 (4WD) ออกจากทะเลทรายซาฮาร่า มุ่งหน้าสู่เมืองเอร์ฟูด์(Erfoud) เพื่อเปลี่ยนเป็นรถโค้ช…เดินทางสู่เมืองทินเฮียร์ แวะชมโอเอซิส Tinerhir ซึ่งเป็นชุมชนที่เกาะกลุ่มอยู่รวมกัน ท่ามกลางความแห้งแล้งในเขตทะเลทราย ที่ยังมีความชุ่มชื้น มีตาน้ำ หรือ ลำธารน้ำ ซึ่งใช้ในการปลูก ต้นปาล์ม ต้นอัลมอนด์ โอเอซิสแห่งนี้เคยเป็นที่ตั้งของกองทหารที่เดินทางมาจากเมืองวอซาเซท ผ่านหุบเขาดาเดดส์ (Dades) ซึ่งเป็นแนวเขาและธรรมชาติของหุบเขาที่ถูกกัดกร่อนจากแรงลม ทำให้หุบเขากลายเป็นรูปร่างต่างๆ สวยงาม….จากนั้นเดินทางสู่ทอดร้ากอร์จ (Todra Gorge) โกรกธารที่มีโขดผาสูง 985 ฟุต หรือ 300 เมตร ทั้งสองด้านที่เกือบตั้งทำมุมสามเหลี่ยมกับแม่น้ำโทดร้า ถือว่าเป็นโกรกธารและหุบเขาที่สวยที่สุดทางใต้ของโมรอคโค ชมความงดงามของช่องเขาที่ซ่อนตัวอยู่ในโอเอซิส โดยมี ลำน้ำใส ๆ ที่ไหลผ่านช่องเขากับหน้าผาสูงชันแปลกตา สถานที่แห่งนี้เป็นแหล่งปีนหน้าผาสำหรับนักท่องเที่ยวที่รักการเสี่ยงภัย
กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร (16)
บ่าย เดินทางสู่เมืองวอซาเซท (Ouarzazate) เคยเป็นที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ ในปี ค.ศ.1928 ฝรั่งเศสได้ตั้งกองกำลังทหารและพัฒนาที่นี่ให้เป็นศูนย์กลางการบริหาร วอซาเซทเป็นเมืองที่ถูกส่งเสริมให้เป็นเมืองท่องเที่ยวแวดล้อมไปด้วยสตูดิโอภาพยนตร์ และมีการพัฒนาพื้นที่ในทะเลทรายเพื่อการทำกิจกรรมต่างๆ เช่นการขี่มอเตอร์ไซด์ อูฐ กิจกรรมผจญภัยกลางทะเลทราย (สำหรับในฤดูหนาว – ฤดูใบไม้ผลิ (พ.ย.– เม.ย.)) ควรเตรียมเสื้อกันหนาวให้เพียงพอ เพราะเมืองนี้อยู่ใกล้ภูเขา แอตลาส ที่มีหิมะปกคลุมในช่วงดังกล่าว  วอซาเซท อาจกล่าวได้ว่าเป็นจุดมุ่งหมายของนักท่องเที่ยวที่มองหาความแตกต่าง และความผจญภัยที่หาไม่ได้จากที่ไหน วอซาเซทเป็นเมืองที่สำคัญที่สุดของทางตอนใต้ และที่นี่ยังเป็นทางเชื่อมระหว่างเหนือกับใต้ และตะวันออกกับตะวันตก สำหรับนักท่องเที่ยวบางคนที่ชอบรสชาติของความเป็นทางใต้ ณ แห่งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการสำรวจเมืองต่างๆได้ทุกวัน ก่อนถึงเมืองซอซาเซท แวะชมผลิตภัณฑ์ที่ทำจากกุหลาบที่เมือง มากูน่า (M’Gouna)(เทศกาลกุหลาบจะจัดขึ้นประมาณเดือนพฤษภาคม)
ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ ณ โรงแรมที่พัก (17)
นำท่านเข้าที่พักระดับ 4 ดาว

วันที่แปด

วอซาเซท(Ouarzazate) – มาราเกช (Marakech)

เช้า รับประทานอาหารเช้า ณ โรงแรม (18) กรุณาเก็บสัมภาระของท่านให้เรียบร้อยเพื่อเช็คเอ้าท์….นำชมป้อมทาอูเริท (Kasbah Taourirt) พระราชวังของผู้ปกครองมาราเกซ ตระกูล กลาวี (Glaoui Palace) เป็นป้อม ดิน หรือ วังที่สร้างจากดิน ซึ่งภายในประกอบด้วยห้องหับต่างๆจำนวนมากรวมถึงฮาเร็ม และที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ซึ่งเชื่อมต่อกันด้วยทางเล็กๆอยู่ภายใน ในห้องต่าง ๆ ยังมีลวดลายผนังอาคารและรูปแบบสถาปัตยกรรมอันหลากหลายของการสร้างอาคารของชาวเบอร์เบอร์ การออกแบบอาคารซึ่งเหมาะกับความเชื่อและความเป็นอยู่ของเหล่าเจ้าผู้ปกครอง ในป้อมทาอูเริทนี้ในอดีตมีคนงานและคนรับใช้จำนวนหลายร้อยคนจึงต้องมีห้องเป็นจำนวนมาก มีทั้งส่วนที่เป็นวังเก่า ห้องนั่งเล่น ห้องรับรอง บางห้องก็ว่างเปล่า ยูเนสโก้ได้ปฏิสังขรณ์ขึ้นมาจากอาคารเดิมเพียง 1 ใน 3 ของอาคารทั้งหมด  ….จากนั้นเดินทางสู่เมืองไอท์ เบนฮาดดู (Ait Benhaddou) ชมเมืองไอท์ เบนฮาดดู เป็นเมืองที่อาคารต่าง ๆสร้างจากดิน เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงในเรื่องการหารายได้จากกองถ่ายทำภาพยนตร์กว่า 20 เรื่อง โดยเฉพาะป้อมดินที่งดงามและมีความใหญ่ที่สุดในภาคใต้ของโมรอคโค คือ ป้อมไอท์ เบนฮาดดู (Kasbash of Ait Ben Hadou) เป็นป้อมดินซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางสวนอัลมอนด์ เป็นปราสาทที่ใช้ในการถ่ายทำภาพยนต์หลายเรื่องที่โด่งดังอาทิ Lawrance of Arabia , Jesus of Nazareth และ Gladiator ปัจจุบันอยู่ในความดูแลขององค์การยูเนสโก้
กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร (19)
บ่าย เดินทางสู่เมืองมาราเกช (Marakesh) โดยข้ามส่วนที่สูงที่สุดของเทือกเขาแอตลาส ระหว่างทาง แวะถ่ายภาพทิวเขาและภาพถนนที่คดเคี้ยวบนเทือกเขาแอตลาส แวะชมสหกรณ์แม่บ้านเบอร์เบอร์ ซึ่งเป็นแหล่งผิลต น้ำมันอาร์กัน (Argan Oil) ให้ท่านได้เลือกซื้อผลิตภัณฑ์อาร์กันที่มีเชื่อเสียงอันที่รู้จักไปทั่วโลก ….จากนั้นเดินทางต่อสู่เมือง มาราเกช (Marakesh) เป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญที่ตั้งอยู่เชิงเขาแอตลาส ในอดีตเมืองโอเอซิสแห่งนี้เป็นที่พักของกองคาราวานอูฐที่มาจากทางตอนใต้ของโมรอคโค ถือเป็นเมืองชุมทางของพ่อค้าต่างๆที่นำสินค้าจากทางตอนใต้ ไปขายยังยุโรป และ นำสินค้าจากทางเหนือ ผ่านเทือกเขา ไฮแลตลาส ไปยังทะเลทราย ซาฮาร่า ไปยังตอนใต้ นอกจากนี้ยังเป็นอดีตเมืองหลวงในช่วงหลายราชวงส์ เริ่มตั้งแต่สมัยราชวงศ์อัลโมราวิด ช่วงศ.ต.ที่ 11  ราชวงศ์อัลโมฮัด และ ราชวงศ์ซาเตียน  ปัจจุบันเป็นเมืองที่มีนักท่องเที่ยวมาเยือนมากที่สุด สภาพบ้านเมืองที่เราเห็นได้คือ สองข้างทางแวดล้อมด้วยบ้านเรือนที่ถูกฉาบด้วยปูนสีส้มๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลกำหนดไว้ แต่คนท้องถิ่นจะเรียกว่า Pink City หรือ เมืองสีชมพู อาจกล่าวได้ว่ามาราเกชเป็นเมืองที่มีเสน่ห์ที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง จึงได้สมญานามว่าเป็น A city of Drama นั่นคือมีความสวยงามดั่งเมืองในละครที่ไม่น่าเป็นชีวิตจริงได้….นำท่านเยือน จัตุรัสกลางเมือง Djemaa El Fnaa Square ที่มีขนาดใหญ่ รายล้อมไปด้วยอาคาร ร้านค้า ตลาด ทั้ง 4 ด้าน เดินเล่นถ่ายรูปความมีชีวิตชีวา ที่มีสีสันและกลิ่นอายแบบโมรอคโคขนานแท้ พร้อมจับจ่ายหาซื้อของฝาก ของที่ระลึกพื้นเมืองต่างๆ ได้ที่ ตลาดเก่า (Old Market) ที่อยู่รายรอบจัตุรัสอย่างเพลิดเพลิน
ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ ณ โรงแรมที่พัก (20)
นำท่านเข้าที่พักระดับ 5 ดาว

วันที่เก้า

มาราเกช (Marakech) – เอซาเวร่า (Essaouira)

เช้า รับประทานอาหารเช้า ณ โรงแรม (21) กรุณาเก็บสัมภาระของท่านให้เรียบร้อยเพื่อเช็คเอ้าท์…นำท่านไปชมสวนจาร์ดีน มาจอแรล (Jardin Majorelle) หรือ สวนยิปแซงลอเร้นซ์ (Yves Saint Laurent Gardens) ชื่อนี้เป็นที่คุ้นเคยของสาวๆ ที่ชื่นชอบแฟชั่นสุดหรูของ Yves St. Laurent นักออกแบบแฟชั่นดีไซน์แห่งปารีส ฝรั่งเศส ซึ่งเป็นผู้ออกแบบสวนแห่งนี้ ในช่วงที่โมรอคโคตกเป็นอาณานิคมของประเทศฝรั่งเศส ยิปแซงลอเร้นซ์มาที่ประเทศโมรอคโค เพื่อพักผ่อนหลังจากเคร่งเครียดจากงานออกแบบแฟชั่นโชว์ บ้านหลังนี้เคยเป็นของเศรษฐีแห่งมาราเกช หลังจากยิปแซงมาเยือนมาราเกช ก็ได้เกิดความหลงใหลในเมืองแห่งนี้ และซื้อบ้านหลังนี้ไว้เป็นที่พักผ่อน  ชมสวนที่ถูกออกแบบโดยใช้ที่สดใส ฉูดฉาด เช่นสีน้ำเงิน และสีส้ม เป็นองค์ประกอบ ไม่ว่าจะเป็นเสา แจกัน และชมการจัดวางพรรณไม้อันหลากหลาย แห่งทะเลทราย ที่จัดได้อย่างสวยงามและลงตัว ….นำท่านชม พระราชวังบาเฮีย (Bahia Palace) เป็นพระราชวังของท่านมหาอำมาตย์ ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินแทนยุวกษัตริย์ในอดีต สร้างขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 โดย Si Moussa สถาปัตยกรรมออกเป็นแนวสมัยใหม่ โดยที่ตั้งใจจะให้เป็นพระราชวังที่ยิ่งใหญ่และหรูหราที่สุดในสมัยนั้น สร้างขึ้นและตั้งชื่อวังตามชื่อของภรรยาคือ นางบาเฮีย ซี่งมีรูปโฉมที่งดงาม เป็นที่รักใคร่ยิ่งของท่านมหาอำมาตย์ พระราชวังแห่งนี้มีการตกแต่งโดยการแกะสลักปูนปั้น (Stucco) บนเพดานและบานประตูมีการวาดลายโดยใช้สีธรรมชาติบนไม้สนซีดาร์ และผนังประดับประดาด้วยโมเสกเป็นลวดลายที่สวยงามละเอียดอ่อนมาก ชมสวนในบ้านซึ่งเป็นสไตล์ริยาด (Riad) ประกอบไปด้วยลานกลางบ้าน ซึ่งประดับด้วยน้ำพุ และสวนไม้ดอก ไม้ประดับ ตามสไตล์การแต่งบ้านแบบโมรอคโค
กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร (22)
บ่าย นำท่านเดินทางสู่เมืองมรดกโลก เอซาเวร่า (Essaouira) คำว่า เอซาเวร่า หมายถึงรูปภาพ ไม่ว่าจะถ่ายจากมุมไหนๆ ภาพที่ได้มานั้นจะออกมาสวยอย่างไม่มีที่ติ เอซาเวร่า เป็นเมืองเล็กๆ ริมขอบมหาสมุทรแอตแลนติก ที่มีเสน่ห์อย่างเป็นเอกลักษณ์ ในเขตเมืองเก่า (เมดิน่า) มีกำแพงเมืองเก่าขนาดหนาซ้อนกัน 2 ชั้น ที่ใช้ป้องกันพายุหน้าร้อนที่พัดมาประจำทุกปีบ้านเรือนและร้านค้าภายในเขตกำแพงเมืองทำด้วยปูนสีขาวกลมกลืนไปกับประตูสีฟ้าสถาปัตยกรรมเหล่านี้ถูกหล่อหลอมมาจากวัฒนธรรมอันหลากหลาย ครั้งหนึ่งที่นี่เคยเป็นแหล่งที่อยู่ของพ่อค้าชาวยิวและชาวยิวกลุ่มนี้เองที่เคยเปลี่ยนเมืองนี้เป็นเมืองที่มั่งคั่งที่สุดของโมรอคโคในศตวรรษที่ 17 และ 18 ชมพระอาทิตย์ตก ณ.ชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกที่ ป้อมปราการเมือง Skala de laville ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญของเมือง สวนบนป้อมมีปืนใหญ่วางเรียงรายอยู่เป็นแนวแถว และในอดีตส่วนล่างของป้อมใช้เป็นคลังเก็บอาวุธยุทโธปกรณ์ โรงม้าศึกที่ใช้ในการสงคราม
ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ ณ โรงแรมที่พัก (23)
นำท่านเข้าที่พักระดับ 5 ดาว

วันที่สิบ

เอซาเวร่า (Essaouira)– เอล จาดีด้า (El Jadida) คาซาบลังกา(Casablanca)

เช้า รับประทานอาหารเช้า ณ โรงแรมที่พัก (24)….นำเดินทางสู่เมืองเอล จาดีด้า เดิมชื่อ มาซากัน (Mazagan) เป็นภาษาโปรตุเกส  เป็นเมืองโบราณที่ตั้งอยู่บนอ่าวชายฝั่งทะเลแอตแลนติค เคยเป็นเมืองท่าที่สำคัญของโมรอคโคที่ทำการค้ากับชาวฟินีเชียน ต่อมาปี ค.ศ. 1502  ชาวโปรตุเกสขึ้นฝั่งที่นี่และได้สร้างป้อมปราการ เรียกว่า El Brijia El Jaida  หลังจากมีการสร้างเมืองขึ้นในปี ค.ศ. 1506 ได้เรียกเมืองว่ามาซากัน ซึ่งกลายเป็นเมืองท่าที่สำคัญของชาวโปรตุเกส ในปี ค.ศ.1562 ป้อมถูกโจมตีโดยโดยชาวอาหรับหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ ระหว่างค.ศ.1580 – 1640 ตกอยู่ภายใต้การปกครองของชาวสเปน และกลับมาถูกปกครองโดยชาวโปรตุเกสอีกครั้ง ชมสถาปัตยกรรมที่แสดงให้เห็นถึงการแลกเปลี่ยนอิทธิพลระหว่างวัฒนธรรมยุโรปและโมรอคโค ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี ค.ศ. 2004
กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร (25)
บ่าย นำท่านชม อ่างเก็บน้ำใต้ดิน ที่ใช้หล่อเลี้ยงผู้คนใน เมืองเอล จาดีด้า และเมืองนี้ยังมีท่าเรือที่ป็นจุดเริ่มต้นของการสำรวจหาดินแดนใหม่ ๆ โดยได้เดินทางไปสำรวจยังประเทศบราซิลในอเมริกาใต้ และสำรวจมาถึงประเทศอินเดีย อีกด้วย เดินทางสู่คาซาบลังก้า(ระยะทาง 95 กม.ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1.40 ชม.) อิสระให้ท่านช้อปปิ้งที่ห้าง Morocco Mall เป็นห้างที่บรรดาไฮโซ และเศรษฐี ในคาซาบลังก้า  นิยมมาจับจ่าย ซื้อสินค้าแบรนด์ดัง
ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ ณ โรงแรมที่พัก (26)
นำท่านเข้าที่พักระดับ 5 ดาว

วันที่สิบเอ็ด

คาซาบลังกา(Casablanca) – (Abu Dhabi) – กรุงเทพฯ (Bangkok)

เช้า รับประทานอาหารเช้า ณ โรงแรมที่พัก (27)
07.00 น. นำท่านเดินทางสู่สนามบินโมฮัมเหม็ดที่ 6 เมือง คาซาบลังกา
10.30 น. บินสู่อาบูดาบี (Abu Dhabi)  โดยสายการบินอิทิฮัด แอร์เวย์ส เที่ยวบินที่ EY612 (7.35 ชม.)
22.10 น. ถึงสนามบินอาบู ดาบี , สหรัฐอาหรับ เอมิเรตส์  พักเปลี่ยนอริยาบถและเปลี่ยนเครื่อง
23.50 น. เดินทางต่อสู่เมืองไทย โดยสายการบิน อิทิฮัด แอร์เวย์ส เที่ยวบินที่  EY 406(6.15 ชม.)

วันที่สิบสอง

กรุงเทพฯ

09.05 น. คณะเดินทางถึง ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ด้วยความสวัสดิภาพ
*****************************************
อัตราค่าบริการ (บาทต่อท่าน)

  • เด็กอายุตั้งแต่ 3-11 ปี พักร่วมกับผู้ใหญ่ 2 ท่าน มีเตียงเสริมลด 2,400 บาท
  • พักเดี่ยวเพิ่ม 14,500-16,500 บาท
อัตรานี้รวม

  1. ค่าตั๋วเครื่องบิน (กรุ๊ป) ชั้นประหยัด  โดยสารการบินอิทิฮัด แอร์เวย์ส (EY)
  2. โรงแรม ที่พัก ระดับ 4 – 5 ดาว  จำนวน 9 คืน พร้อมอาหารเช้าบุฟเฟต์
  3. ค่าเข้าชมสถานที่ต่างๆ ตามรายการที่ระบุ
  4. ค่ารถโค้ช แอร์ ในการนำเที่ยวตามรายการ
  5. บริการไกด์จากประเทศโมรอคโคภาษาอังกฤษและหัวหน้าทัวร์คนไทยผู้ชำนาญเส้นทาง กรณีกรุ๊ป 20 ท่านขึ้นไป
  6. ค่าประกันการเดินทาง คุ้มครองอุบัติเหตุ 2,000,000 บาท  ค่ารักษาพยาบาล 500,000 บาท ( สำหรับอายุ 70 ปีขึ้นไป คุ้มครอง 50%)
  7. ค่าอาหารตามที่ระบุในรายการ และน้ำดื่มระหว่างทัวร์ วันละ  3  ขวด
  8. ค่าวีซ่าประเทศโมรอคโค
  9. ค่ารถ 4X4 (4WD) สู่ทะเลทรายซาฮาร่า
  10. ค่าขี่อูฐ ท่านละ 1 ตัว ชมพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้า (หากท่านไม่ประสงค์จะขี่อูฐ ไม่สามารถคืนเงินได้)
อัตรานี้ไม่รวม

  1. ค่าใช้จ่ายส่วนตัวอาทิ ค่าซักรีด, โทรศัพท์-แฟกซ์, เครื่องดื่มมินิบาร์ และค่าใช้จ่ายอื่นๆที่ไม่ได้ระบุในรายการ
  2. ค่าทิปไกด์ท้องถิ่น – คนขับรถบัส – คนขับรถ 4WD – คนจูงอูฐ–หัวหน้าทัวร์คนไทยรวมทั้งหมด 96 USDต่อท่าน
  3. ค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%  ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 3 %
เงื่อนไขการจอง

  1. กรุณาวางเงินมัดจำท่านละ  40,000 บาท   โดยการโอนเข้าบัญชี

           ชื่อ บริษัท ฟอร์เรสทัวร์ จำกัด ***** บัญชีกระแสรายวัน *****

            ธนาคารกสิกรไทย สาขาย่อยเทียมร่วมมิตร เลขที่ 733 – 1 – 01222 – 4

  1. หลังการโอนกรุณานำส่งเอกสารการโอนมาที่ 02-514 9207
  2. ค่าทัวร์ส่วนที่เหลือชำระก่อนการเดินทาง 45 วัน
  3. กรุณาจองล่วงหน้าอย่างน้อย 8 สัปดาห์ก่อนเดินทาง
การยกเลิกการเดินทาง

  1. ยกเลิก 45 วัน (สงกรานต์-ปีใหม่ 60 วัน)ก่อนการเดินทาง ไม่เก็บค่าใช้จ่าย (หากไม่ได้มีการยื่นวีซ่าล่วงหน้า)
  2. ยกเลิก 30-44 วัน(สงกรานต์-ปีใหม่ 45-59 วัน) ก่อนการเดินทาง หักค่ามัดจำ 50,000 บาท + ค่าวีซ่า (ถ้ามี)                    
  3. ยกเลิก 26-30 วัน(สงกรานต์-ปีใหม่ 41-44 วัน) ก่อนการเดินทาง หัก 50 %  ของราคาทัวร์ + ค่าวีซ่า (ถ้ามี)                                   
  4. ยกเลิก  1- 25 วัน (สงกรานต์-ปีใหม่ 40 วัน) ก่อนการเดินทาง บริษัทฯ สงวนสิทธิ์ไม่คืนเงินค่าทัวร์เต็มจำนวน 100%

***ผู้เดินทางที่ไม่สามารถเข้า-ออกเมืองได้ เนื่องจากการยื่นเอกสารปลอม หักค่าใช้จ่าย 100% ***

***หากมีการยกเลิกการจองทัวร์ หลังได้ทำการยื่นวีซ่าเรียบร้อยแล้ว บริษัทขอสงวนสิทธิ์ในการนำเล่มพาสปอร์ตไปยกเลิกวีซ่าในทุกกรณี ไม่ว่าค่าใช้จ่ายในการยื่นวีซ่าจะรวมหรือแยกจากรายการทัวร์ก็ตาม***

 

หมายเหตุ

  1. บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการยกเลิกการเดินทางในกรณีที่มีผู้เดินทาง ต่ำกว่า 15 ท่าน โดยจะแจ้งให้ผู้เดินทางทราบล่วงหน้า อย่างน้อย 20 วัน ก่อนการเดินทาง
  2. บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ที่จะเปลี่ยนแปลงรายการ หรือเปลี่ยนแปลงราคาได้ตามความจำเป็นและเหมาะสม ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับสภาวะของสายการบิน, โรงแรมที่พัก, ภูมิอากาศ, ภัยธรรมชาติ, การก่อการร้าย, การนัดหยุดงาน ฯลฯ
  3. เมื่อเกิดเหตุจำเป็นสุดวิสัยจนไม่อาจแก้ไขได้ ในกรณีที่สูญหาย สูญเสียหรือได้รับบาดเจ็บที่นอกเหนือความรับผิดชอบของหัวหน้าทัวร์และเหตุสุดวิสัยบางประการ เช่น การนัดหยุดงาน ภัยธรรมชาติ การจลาจล ต่างๆ ทางบริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ ที่จะไม่รับผิดชอบใด ๆ ทั้งสิ้น
  4. เนื่องจากรายการทัวร์นี้เป็นแบบเหมาจ่ายเบ็ดเสร็จ หากท่านสละสิทธิ์การใช้บริการใดๆตามรายการ หรือ ถูกปฏิเสธการเข้าประเทศไม่ว่าในกรณีใดก็ตาม ทางบริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ไม่คืนเงินในทุกกรณี
  5. ในกรณีที่ท่านจะใช้หนังสือเดินทางราชการ (เล่มสีน้ำเงิน) เดินทางกับคณะ  บริษัทฯ สงวนสิทธิ์ที่จะไม่รับผิดชอบ หากท่านถูกปฎิเสธการเข้าหรือออกนอกประเทศใดประเทศหนึ่ง เพราะโดยปกตินักท่องเที่ยวใช้หนังสือเดินทางบุคคลธรรมดา เล่มสีเลือดหมู
  6. กรณียกเลิกการเดินทางภายหลังจากได้วีซ่าแล้ว ทางบริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการแจ้งสถานทูตฯเพื่อให้อยู่ในดุลพินิจของสถานฑูตฯ เรื่องวีซ่าของท่าน เนื่องจากการขอวีซ่าในแต่ละประเทศจะถูกบันทึกไว้เป็นสถิติในนามของบริษัทฯ เมื่อท่านได้ชำระเงินมัดจำหรือทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการชำระผ่านตัวแทนของบริษัทฯ หรือชำระโดยตรงกับทางบริษัทฯ ทางบริษัทฯ จะขอถือว่าท่านรับทราบและยอมรับในเงื่อนไขต่างๆของเอกสารวีซ่า
  7. หากสายการบินมีการยกเลิกเที่ยวบินหรือหากมีเหตุการณ์ประการใดที่เกิดขึ้นจากสายการบินทางบริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ที่จะเปลี่ยนแปลงรายละเอียดบางประการในทัวร์นี้เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์หน้างานที่เกิดขึ้นจริง

         **หมายเหตุ ** กำหนดการเดินทางอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้เพื่อความเหมาะสม ทั้งนี้ทางบริษัทฯ จะยึดถือความปลอดภัยเป็นหลัก และรายการ-ราคาทัวร์ อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม ขึ้นอยู่กับสายการบินโดยจะยึดประโยชน์ของลูกค้าเป็นสำคัญ”

ตั๋วเครื่องบิน   ในการเดินทางเป็นหมู่คณะผู้โดยสารจะต้องเดินทางไป-กลับ หากท่านต้องการเลื่อนวันเดินทางกลับ ท่านจะต้องชำระ ค่าใช้จ่ายส่วนต่างที่สายการบินเรียกเก็บโดยสายการบิน เป็นผู้กำหนด ซึ่งทางบริษัทฯ ไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงได้ และในกรณีที่บริษัทได้ออกตั๋วเครื่องบินไปแล้ว หากมีการยกเลิกการเดินทาง  (ในกรณีที่ตั๋วเครื่องบินสามารถทำการ Refund ได้เท่านั้น) ผู้เดินทางต้องรอ Refund ตามระบบของสายการบินเท่านั้น
โรงแรม- ห้องพัก – เต๊นท์

  1. ห้องพักในโรงแรมเป็นแบบห้องพักคู่ ( TWN/DBL ) ในกรณีที่ท่านมีความประสงค์จะพักแบบ 3 ท่าน / 3 เตียง ( TRIPLE ROOM ) ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของห้องพักและรูปแบบของห้องพักของแต่ละโรงแรมมักมีความแตกต่างกัน ซึ่งอาจไม่สามารถจัดห้องที่พักแบบ 3 เตียงได้  หรือ อาจจะทำให้ท่านไม่ได้ห้องพักติดกันตามที่ต้องการได้ 
  2. ในกรณีที่มีการจัดงานประชุม หรืองานเทศกาลตามฤดูกาล เป็นผลให้ค่าโรงแรมสูงขึ้น บริษัทฯขอสงวนสิทธิ์ในการปรับเปลี่ยนหรือย้ายเมืองหรือ ปรับเปลี่ยน ประเภทของโรงแรมที่พัก เพื่อให้เกิดความเหมาะสม
  3. ที่พักแบบ ริยาร์ด (RIAD) เป็นที่พักสไตล์โมรอคคัน ซึ่งภายในที่พัก ไม่มีลิฟท์บริการ
  4. ที่พักแบบเต็นท์ ภายในเต็นท์ ไม่มีเครื่องปรับอากาศ มีเพียงที่นอน หมอน และ ผ้าห่ม ไม่มีห้องน้ำส่วนตัว จะใช้เป็นห้องน้ำรวม
  5. ภายในห้องพักของโรงแรม ไม่มีกาต้มน้ำ และ ไม่มีน้ำดื่มไว้บริการ
กระเป๋าเล็กถือติดตัวขึ้นเครื่องบิน

  1. กรุณางดนำของมีคม ทุกชนิด ใส่ในกระเป๋าใบเล็กที่จะถือขึ้นเครื่องบิน เช่น มีดพับ กรรไกรตัดเล็บทุกขนาด ตะไบเล็บ เป็นต้น กรุณาใส่ในกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ ห้ามนำติดตัวขึ้นบนเครื่องบินโดยเด็ดขาด
  2. วัตถุที่เป็นลักษณะของเหลว อาทิ ครีม โลชั่น น้ำหอม ยาสีฟัน เจล สเปรย์ และเหล้า เป็นต้น จะถูกทำการตรวจอย่างละเอียดอีกครั้ง โดยจะอนุญาตให้ถือขึ้นเครื่องได้ไม่เกิน 10 ชิ้น ในบรรจุภัณฑ์ละไม่เกิน 100 ml. แล้วใส่รวมเป็นที่เดียวกันในถุงใสพร้อมที่จะสำแดงต่อเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตามมาตรการองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ ( ICAO )
  3. สำหรับน้ำหนักของกระเป๋าเล็กถือติดตัวขึ้นเครื่องบิน ทางสายการบินอนุญาตให้น้ำหนัก 7  กิโลกรัม

 

สัมภาระและค่าพนักงานยกสัมภาระ

  1. สำหรับน้ำหนักของสัมภาระที่ทางสายการบินอนุญาตให้โหลดใต้ท้องเครื่องบิน คือ 20-30 กิโลกรัม (สำหรับผู้โดยสารชั้นประหยัด/ Economy Class Passenger ซึ่งขึ้นกับแต่ละสายการบิน) การเรียกเก็บค่าระวางน้ำหนักเพิ่มเป็นสิทธิ์ของสายการบินที่ท่านไม่อาจปฎิเสธได้ หาก น้ำหนักกระเป๋าเดินทางเกินกว่าที่สายการบินกำหนด *** กระเป๋าใบใหญ่ที่ต้องการโหลดเข้าใต้ท้องเครื่องบิน ห้ามใส่  Power Bank ***
  2. สำหรับกระเป๋าสัมภาระที่ทางสายการบินอนุญาตให้นำขึ้นเครื่องได้ ต้องมีน้ำหนักไม่เกิน 7 กิโลกรัมและมีความกว้าง ( 9.75 นิ้ว ) + ยาว ( 21.5 นิ้ว ) + สูง ( 18 นิ้ว )
การชดเชยค่ากระเป๋าในกรณีเกิดการสูญหาย

  1. ของมีค่าทุกชนิด ขอแนะนำ ไม่ควรใส่เข้าไปในกระเป๋าใบใหญ่ที่เช็คไปกับเครื่อง เพราะหากกระเป๋าใหญ่เกิดการสูญหาย สายการบินจะรับผิดชอบชดใช้ตามกฎไออาต้าเท่านั้น ซึ่งจะชดใช้ให้ประมาณ กิโลกรัมละ 20 USD คูณด้วยน้ำหนักกระเป๋าจริง ทั้งนี้จะชดเชยไม่เกิน USD 400 กรณีเดินทางชั้นธรรมดา (Economy) หรือ USD 600 กรณีเดินทางชั้นธุรกิจ (Business)  ดังนั้นจึงไม่แนะนำให้โหลดของมีค่าทุกประเภทลงกระเป๋าใบใหญ่ รวมถึง Powr Bank ด้วย เนื่องจากความปลอดภัย
  2. กรณีกระเป๋าใบใหญ่ หรือ กระเป๋าใบเล็ก (Hand Carry) เกิดการสูญหาย เกิดการสูญหายระหว่างการ   ท่องเที่ยว บริษัทฯ ไม่สามารถรับผิดชอบชดเชยค่าเสียหายให้ท่านได้ ดังนั้นท่านต้องระวังทรัพย์สินส่วนตัว ของท่านเอง
 ***เมื่อท่านจองทัวร์ และ ชำระมัดจำแล้ว หมายถึงท่านยอมรับในข้อความและเงื่อนไขที่บริษัทฯแจ้งแล้วข้างต้น ***
ทัวร์โมรอคโค ทะเลทรายซาฮาร่า 12 วัน 9 คืน (EY)
รหัสทัวร์: MOR GRA9N(EY)SEP-DEC

จำนวนผู้เดินทาง

** กรุณากรอกข้อมูลที่จำเป็นเพื่อการติดต่อกับท่าน **

การสำรองที่จะสมบูรณ์เมื่อมีการชำระมัดจำแล้ว



บริษัท ฟอร์เรสทัวร์ จำกัด

733/5 ถนนประดิษฐ์มนูธรรม
แขวงสะพานสอง
เขตวังทองหลาง กทม. 10310

โทร 02-514-9021-6
แฟกซ์ 02-514-9027
Website : foresttour.com

ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวเลขที่ 11/01147

Toursim Authority of Thailand (TAT) Licence :11/01147